1.ต้นเทียนหยด ส่วนที่เป็นพิษ คือ ใบ ผล
ลักษณะ : กลีบดอกเป็นหลอดสั่นๆ ปลายแยกเป็น 5 แฉก ผลออกเป็นช่อ ห้อยลง รูปกลมสีเกลียว เมื่อสุกเป็นสีเหลือง
อาการ : รับประทานเข้าไปอาจตายได้ จะทำให้อาเจียน ตาพร่า ปวดท้อง มีไข้ ปวดศรีษะ กระหายน้ำมาก
ถ้าได้รับพิษมาก เม็ดเลือดแดงแตกได้ เป็นกับคนแล้วยังเป็นพิษต่อสัตว์อีกด้วย
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
2.มันแกว ส่วนที่เป็นพิษ คือ มันแกวพืชที่มีหัวใต้ดินซึ่งรับประทานได้
แต่บางส่วนของมันแกวก็เป็นพิษได้ เช่น เมล็ด และ ใบ ของมันแกวนั้นเป็นพิษ
ลักษณะ ไม้เถาเลื้อยพัน มีหัวใต้ดิน เป็นรากสะสมอาหาร ใบ ประกอบแบบขนนก
มีใบย่อย 3 ใบ ที่ซอกใบ มีขนสีน้ำตาล กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน รูปดอกถั่ว ผลเป็นฝัก
รูปขอบขนาน แบน มีขน เมล็ดมี4-9 เมล็ด
อาการ จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร คลื้นไส้ อาเจียน
การหายใจเข้าไปพิษจะรุนแรงกว่านี้ โดยไปกระตุ้นระบบการหายใจ ตามด้วยการกดการหายใจ
ซัก และอาจถึงชีวิตได้ มีรายงานว่าถ้ารับประทานเมล็กมันแกวเพียงครึ่งเมล็ดจะเป็นยาระบาย และ
บางแห่งใช้เป็นยาขับพยาธิ ดังนั้นควรระมัดระวัง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
3.รำเพย ส่วนที่เป็นพิษ คือ น้ำยาง เมล็ด
ลักษณะ ไม้พุ่มสูงได้ถึง 4 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มใหญ่ ใบเดี่ยว รูปเรียวยาว ปลายและ
โคนใบแหลม ขอบใบขนาน แผ่นใบแคบมาก ใบจัดแบบสลับ ดอก เดี่ยว หรือเป็นช่อสั้น ๆ
มีดอก 3 สี คือ ต้นดอก สีขาว ดอกสีเหลือง และดอกสีส้ม
อาการ ถูกผิวหนัง จะมีอาการแพ้เป็นผื่น แดง แสบ ถ้าเคี้ยวเมล็ดจะรุ้สึกชาที่ปากและลิ้น
หากมีอาการหนัก รักษาไม่ทันอาจตายได้ หมายเหตุ หากเด็กรับประทาน 1-3 เมล็ด
ผู้ใหญ่รับประทาน 8-12 เมล็ด อาจตายได้ในที่สุด
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
4.ไฮแดรนเยีย ส่วนที่เป็นพิษ คือ ทั้งต้นสด
ลักษณะ ดอกสีน้ำเงิน ฟ้า ชมพู่อ่อน หรือเมื่อบานๆ จะเป้นสีขาวกิ้งก้าน ใบ เดี่ยว
รูปไข่ โคมใบมน ปลายใบมน แต่แหลมกว่าโคนใบ
อาการ เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื่อทำงานไม่สัมพันธ์กันถ้าเป็นมากหมดสติ บางรายมีอาการชัก
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
5.ราตรี ส่วนที่เป็นพิษ คือ ใบ ผล เปลือกต้น
ลักษณะ กลีบดอกเป็นหลอดยาว ปลายแบ่งเป็น 5 แฉก ดอกบานตอนกลางคืน มีกลิ่นหอมมาก
อาการ มึนงง ม่านตาขยาย อุณหภูมิในร่างกายขึ้นสูง หัวใจเต้นเร็ว ปัสสวะไม่ออก การหายใจช้าลง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ที่มา
www.thaipetonline.com